คู่มือการใช้ยาวาร์ฟารินอย่างถูกต้องและปลอดภัย
ยาวาร์ฟาริน (Warfarin) คือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด มีหน้าที่ช่วยลดกระบวนการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดใสขึ้น เพื่อลดโอกาสการเกิด "ลิ่มเลือดอุดตัน" ในระบบไหลเวียนเลือดของร่างกาย หากปล่อยให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน ลิ่มเลือดนั้นอาจหลุดไปอุดตันตามเส้นเลือดบริเวณต่างๆ เช่น แขน ขา ปอด หรือสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต หรืออันตรายถึงชีวิตได้
1. ผู้ป่วยกลุ่มใดบ้างที่จำเป็นต้องได้รับยาวาร์ฟาริน ?
แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาวาร์ฟารินให้แก่ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงหรือมีภาวะสุขภาพ ดังต่อไปนี้ :
- ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียม
- ผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจ หรือโรครูมาติค (Rheumatic heart disease)
- ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- ผู้ที่มีภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด
- ผู้ที่มีเส้นเลือดดำใหญ่อุดตันจากลิ่มเลือด
- ผู้ที่มีเส้นเลือดสมองอุดตันจากลิ่มเลือด
- ผู้ที่มีภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
2. ข้อปฏิบัติสำคัญในการรับประทานยาวาร์ฟาริน
การรับประทานยาวาร์ฟารินต้องอาศัยความเคร่งครัดเป็นอย่างมาก เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้ผลดีและปลอดภัยสูงสุด :
- กินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด: ห้ามลดหรือเพิ่มขนาดยาเองโดยเด็ดขาด
- กินยาเวลาเดียวกันทุกวัน: เพื่อรักษาระดับยาในเลือดให้คงที่
- อ่านวิธีทานใหม่ทุกครั้งที่มาพบแพทย์: เนื่องจากขนาดยาอาจมีการปรับเปลี่ยนตามผลการตรวจเลือดในแต่ละครั้ง
หาก "ลืมกินยา" ต้องทำอย่างไร ?
- ลืมกินไม่เกิน 12 ชั่วโมง: ให้รีบทานยาทันทีที่นึกได้ ในขนาดเท่าเดิม
- ลืมกินเกิน 12 ชั่วโมง: ให้ข้ามยามื้อนั้นไปเลย แล้วไปทานยามื้อถัดไปตามเวลาปกติในขนาดเท่าเดิม (ห้ามเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า)
- จดบันทึกและแจ้งแพทย์/เภสัชกร: ทุกครั้งที่ลืมกินยา ควรจดบันทึกไว้และแจ้งให้แพทย์ทราบในการพบกันครั้งถัดไป
3. สังเกตสัญญาณเตือนและอาการผิดปกติ
ผู้ที่รับประทานยาวาร์ฟารินควรหมั่นสังเกตอาการของตนเอง หากพบสัญญาณเตือนต่อไปนี้ควรรีบจัดการอย่างเหมาะสม :
🔴 อาการมีเลือดออกผิดปกติ (ระดับยาในร่างกายอาจสูงเกินไป)
- มีจ้ำเลือดหรือรอยเขียวช้ำตามตัว
- ไอเป็นเลือด หรืออาเจียนเป็นเลือด
- อุจจาระมีเลือดปน หรืออุจจาระมีสีดำสนิท
- ปัสสาวะมีเลือดปน หรือปัสสาวะสีดำ
- เกิดบาดแผลแล้วเลือดไหลไม่หยุด
- มีเลือดออกผิดปกติส่วนอื่นๆ เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟันไม่หยุด
🔵 อาการจากการอุดตันของลิ่มเลือด (ระดับยาในร่างกายอาจต่ำเกินไป)
- ปวดศีรษะเฉียบพลัน
- แขนขาบวม โต หรือปวดตึง
- หน้ามืด หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก
- พูดลำบาก ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก
(หากพบอาการรุนแรง เช่น ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง อุจจาระสีดำ หรือเลือดไหลไม่หยุด ควรรีบมาพบแพทย์ทันที)
4. ทำความรู้จักกับ "ค่าไอเอ็นอาร์ (INR)"
ในการติดตามผลการรักษา แพทย์จะทำการเจาะเลือดเพื่อดู ค่าไอเอ็นอาร์ (INR)
- ค่า INR คืออะไร? คือค่าที่บ่งบอกถึงระยะเวลาการแข็งตัวของเลือดว่าช้าหรือเร็วเท่าใด ซึ่งช่วยให้แพทย์ใช้เป็นข้อมูลในการปรับขนาดยาให้เหมาะสม
- ค่า INR ที่ต้องการ: โดยทั่วไปเป้าหมายจะอยู่ที่ 2 - 3 (หมายเหตุ : ผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจกำหนดเป้าหมายสูงหรือต่ำกว่านี้ตามสภาวะโรค)
ความหมายของค่า INR
- ค่า INR สูง (เลือดใส/แข็งตัวช้าเกินไป) : เสี่ยงต่อการเกิด ภาวะเลือดออกผิดปกติ
- ค่า INR ต่ำ (เลือดข้น/แข็งตัวเร็วเกินไป) : เสี่ยงต่อการเกิด ลิ่มเลือดอุดตัน
5. อาหารที่มีผลต่อยาวาร์ฟาริน
อาหาร สมุนไพร และวิตามินบางชนิดสามารถส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยาวาร์ฟารินได้ ดังนั้น ข้อแนะนำสำคัญที่สุดคือ ควรรับประทานอาหารในปริมาณที่สม่ำเสมอเป็นประจำ ไม่ควรกินมากไปหรือหยุดกินทันที
- อาหารที่เพิ่มฤทธิ์ยาวาร์ฟาริน (ทำให้เลือดเจือจาง/ออกฤทธิ์มากขึ้น) : มะม่วง, กระเทียม, ขิง, ขมิ้นชัน, น้ำมันปลา, วิตามินอี, มะละกอ
- อาหารที่ลดฤทธิ์ยาวาร์ฟาริน (ทำให้เลือดแข็งตัวง่ายขึ้น/ออกฤทธิ์ลดลง) : ผักใบเขียว (เช่น บรอกโคลี กะหล่ำปลี ผักโขม), นมถั่วเหลือง, โสม, ชาเขียว
(หมายเหตุ : ไม่จำเป็นต้องงดรับประทานอาหารเหล่านี้โดยสิ้นเชิง แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เท่าๆ กันเป็นประจำ เพื่อไม่ให้ระดับยาในเลือดผันผวน)
ด้วยความปรารถนาดีจาก
กลุ่มงานเภสัชกรรมและคุ้มครองผู้บริโภค โรงพยาบาลอุทุมพรพิสัย